รีวิวหนัง The Greatest Showman – โชว์แมนบันลือโลก

เรื่องย่อหนัง

หนัง The Greatest Showman หรือชื่อไทยว่า โชว์แมนบันลือโลก ภาพยนตร์เรื่อง “The Greatest Showman” ได้ผลสำเร็จงานมิวสิคัลที่มีความสะดุดตารวมทั้งแปลกใหม่ เพื่อเป็นการฉลองจุดเริ่มที่ธุรกิจโชว์ และก็ความรู้สึกน่าพิศวงที่พวกเราสัมผัสถึงเวลาความฝันเป็นจริงขึ้นมา ภาพยนตร์ได้แรงดลใจจากความตั้งใจจริงรวมทั้งจินตนาการของ พี.ครั้ง. บาร์นัม โดยถ่ายทอดเรื่องราวของคนช่างฝันที่มาจากศูนย์ แล้วก็ได้สร้างการแสดงอันเชิญตกตะลึงจนถึงสร้างความระทึกใจไปทั้งโลก ภาพยนตร์เรื่อง “The Greatest Showman” ดูแลฯ โดย ไมเคิล กราซีย์ ผู้ผลิตภาพยนตร์คนใหม่ที่มาสร้างความระทึกใจ พร้อมกับเพลงจากผู้ครอบครองรางวัล Academy Award เบ็น พาเซค และก็ จัสติน พอล (“La La Land”) แสดงนำโดย ฮิวจ์ แจ็คแมน คู่แข่งรางวัล Academy Award ร่วมด้วยผู้ท้าชิงรางวัล Academy Award มิเชล วิลเลียมส์, เซนดายา, แซค แอฟรอน และก็ รีเบ็คก้า เฟอร์กูสัน


The Greatest Showman Inspired by the imagination of P.T. Barnum, The Greatest Showman is an original musical that celebrates the birth of show business and tells of a visionary who rose from nothing to create a spectacle that became a worldwide sensation.

วิภาควิจารณ์ หนัง

The Greatest Showman – โชว์แมนบันลือโลก

105 min | Drama/Musical | Directed by Michael Gracey

"ภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทอง 3 รางวัล รวมถึงภาพยนตร์เหมาะสมที่สุด"

สร้างขึ้นมาจากข้อเท็จจริงของ พี.หน.บาร์นัมส์ ผู้ครอบครองโชว์คณะนักแสดงสัตว์เดอะบาร์นัมส์รวมทั้งไบลี่ย์ โดยหนังเล่าถึงบาร์นัมส์ตั้งแต่ยุคเด็กซึ่งเขาก็เจอกับรักจริงที่แม้ว่าจะจากจากกันเนื่องจากว่าบาร์นัมส์ก็เป็นเด็กยากจนรวมทั้งภายหลังจากสูญเสียบิดาไปทำให้เขาจำต้องตะลอน จนกระทั่งไม่ตั้งใจกลับมาพบกันอีกที และก็ได้สมรสกับผู้ที่เขารัก ออกไปดำเนินชีวิตเป็นครอบครัวเล็กๆในเมืองนิวยอร์ค ชีวิตดูเหมือนจะดำเนินไปเรื่อยจนกว่าบาร์นัมส์ถูกไล่ออกจากงาน เขาก็เลยดิ้นรนด้วยการเปิดกิจการพิพิธภัณฑสถาน แม้ว่าจะไม่รุ่งแม้กระนั้นเขาก็หาทางดิ้นรนด้วยไอเดียสุดเลิศล้ำซึ่งก็คือ รวมผู้ที่เปลี่ยนไปจากปกติมาทำโชว์เพื่อมอบความสบายและก็รอยยิ้มให้กับผู้ชม 

จะกล่าวว่านี่เป็นการเข้าชิงหนังดีเลิศลูกโลกทองที่น่าผิดหวังมากมายครั้งนึงเลยก็ว่าได้ เนื่องจากว่าตัวหนังเองมีจุดที่คือปัญหาออกจะที่จะมากไม่น้อยเลยทีเดียว อีกทั้งการเล่าเรื่องรวมทั้งการผลิตซีนที่มีมาตรฐานไม่คงเดิมมากเท่าไรนัก บางซีนสวยสดงดงามเหมาะสมที่สุด แม้กระนั้นบางซีนก็ดูเหมือนจะรีๆรอๆ แล้วก็การใช้ music driven ที่หากว่าตัวเพลงประกอบทั้งผองจะทำออกมาได้ดีเยี่ยมแล้วก็น่ากล่าวชมเชย แต่ว่าหนังกลับจับมาใช้แบบแข็งทื่อๆและไม่มีลูกเล่น pacing ของหนังก็เลยมองแปลกๆตลอดทั้งเรื่อง ให้ความรู้ความเข้าใจสึกเหมือนหนึ่งคุณกำลังนั่งมอง mv เพลง 11/12 เพลง โดยมีเรื่องราวที่ต่อกันเท่านั้น (ถ้าเกิดจะไม่ให้พูดเกินความจริง บาง mv ของนักแสดงบางบุคคลที่ทำเรื่องราวหลายเพลงต่อกันบางทีอาจมองปะติดปะต่อกว่านี้ด้วย) ทั้งหมดทั้งปวงนี้เป็นเหตุผลที่ว่าเพราะอะไรหนังหัวข้อนี้ก็เลยมองเป็น nominee ที่ต่ำกว่ามาตรฐานมากมายสำหรับผม 

แม้กระนั้นก็ไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้จริงๆว่าเพลงประกอบภาพยนตร์ของหนังประเด็นนี้นั้นเหมาะสมที่สุดมากมาย เป็นด้วยเหตุว่าและก็มีรายละเอียดที่ดีทุกเพลงเลย โดยยิ่งไปกว่านั้น This is Me ที่ด้วยเหตุว่ามากมาย ป็อปฟังง่าย ประทับใจ ดาราในเรื่อง อีกทั้งฮิวจ์ แจ็คแมน, แซค เอฟรอน, เซนดายา รวมทั้ง มิเชล วิลเลียมส์ ต่างก็ปฏิบัติหน้าที่ก้าวหน้าที่สุดเท่าที่ทำเป็นแล้ว โชคร้ายแทน ที่หนังประเด็นนี้กลับทำออกมาได้ไม่ดีซักเท่าไหร่จะเป็น แม้ว่า materials ของหนังประเด็นนี้นั้นมีพร้อม 

ซึ่งมันก็มิได้ถึงกับน่าระอาหรือทรุดโทรมมากสักเท่าไรนัก พอใช้ได้เพลิดเพลินๆแล้วก็บางทีอาจรู้สึกแปร่งๆกับนิดหน่อยของหนังบ้างก็ตาม ทำให้พวกเราแอบมาคิดเลยว่าถ้าเกิดหนังมิได้เข้าชิงรางวัล บางครั้งอาจจะไม่มีปัญหาขนาดนี้หรือไม่? เพราะว่าเห็นด้วยเลยว่าการเป็น Golden Globes nominee ก็สร้างความมุ่งมาดให้พวกเราราวๆนึงเลย